กำเนิดดนตรี serious music และเส้นทางสู่ความเป็นนักแต่งเพลงอัจฉริยะของเบโธเฟน


หลายคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า ขนบในการนั่งฟังดนตรีคลาสสิคในหอแสดงดนตรีอย่างเงียบๆ ไม่พูดคุยกันนั้นเป็นธรรมเนียมที่เกิดขึ้นเมื่อราวสองร้อยปีก่อน

แต่ในงานเขียนของ Tia DeNora ที่ชื่อว่า Beethoven and the Construction of Genius : Musical Politics in Vienna, 1792-1803 ให้ข้อมูลที่น่าสนใจกว่านั้น ว่าการถือกำเนิดขึ้นของดนตรีเพื่อการฟังอย่างจริงจัง (serious music) นั้นเกี่ยวพันอยู่กับเรื่องราวของเบโธเฟน (Beethoven) อย่างแนบแน่น

หนังสือของ DeNora ให้ข้อมูลว่า นอกจากความสามารถที่โดดเด่นเฉพาะตัวตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว เส้นทางของเบโธเฟนสู่การเป็นนักแต่งเพลงชื่อดังยังทอดให้ก้าวเดินอย่างสะดวกสบายกว่าใครๆ ทุกคนในยุคนั้น เนื่องด้วยปู่ของเบโธเฟนเป็นถึง music director ในราชสำนักกรุงบอนน์ (Bonn) ส่งผลให้ทางราชสำนักให้การสนับสนุนเบโธเฟนอย่างเต็มที่

อีกทั้งเจ้าเมืองบอนน์ก็ยังมีสถานะในราชวงศ์ที่จัดอยู่ในชั้นสูง อันส่งผลให้ connection ของเบโธเฟนนั้นเป็นไปอย่างกว้างขวางและมีความสำคัญ

ตามหลักฐาน ในช่วงเวลาที่เบโธเฟนเดินทางไปยังเวียนนา คือปี 1792 เป็นช่วงที่แนวคิดเกี่ยวกับศิลปะในเวียนนาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ด้วยอิทธิพลของกระแส Storm and Stress จากฟากเยอรมัน ก่อให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับความเป็น “อัจฉริยะ” ของศิลปิน คำว่า “genius” เริ่มมีความหมายที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่อาจกล่าวชื่นชมใครก็ได้อย่างง่ายๆ ว่ามีความเป็นเลิศทางด้านใดด้านหนึ่ง เปลี่ยนเป็นความหมายที่สูงส่ง เกิดขึ้นได้กับบุคคลจำนวนน้อย

ตัวอย่างคือจดหมายของผู้อุปถัมภ์ (Count Waldstein) ที่ส่งถึงเบโธเฟน กำชับให้เขาไปศึกษากับ composer คนสำคัญในขณะนั้น คือไฮเดิน (Haydn) ในจดหมายฉบับสำคัญนั้น Waldstein กล่าวว่า เบโธเฟนจะต้องไปรับการถ่ายทอด “จิตวิญญาณของโมซาร์ต” (Mozart) มาจากมือของไฮเดินให้สำเร็จ

ซึ่งนับเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่เราได้เห็นการให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อนักแต่งเพลง “อัจฉริยะ” อย่างโมซาร์ต (ซึ่งขณะนั้นเสียชีวิตไปแล้ว) เป็นอย่างสูง

ขณะนั้น ไฮเดินผู้เป็นอาจารย์เพิ่งกลับจากลอนดอนในปี 1792 และเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะ composer แห่งเวียนนาผู้ไปสร้างชื่อเสียงในยุโรป แต่ขณะเดียวกัน ขาข้างหนึ่งของไฮเดินก็ยังคงยืนอยู่ในสถานะของ composer ในระบอบเก่า (ซึ่งหมายถึงชนชั้นผู้รับใช้เจ้านาย)

แต่เบโธเฟนนั้นผิดออกไป เพราะเขาปรากฏตัวในฐานะนักดนตรีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงมาแต่แรก โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ได้รับเกียรติจากครอบครัวชนชั้นสูงให้ร่วมโต๊ะอาหาร โดยเฉพาะจากเจ้าชายลิคนอฟสกี (Lichnowski) ซึ่งให้ความช่วยเหลือมากมาย ทั้งในส่วนของเงินทอง รวมไปถึงการพาเบโธเฟนเดินทางไปแสดงยังราชสำนักของเมืองต่างๆ ซึ่งทำให้ได้รู้จักกับชนชั้นผู้ปกครองหลายคน และถือเป็นการสร้างชื่อเสียงในวงกว้าง

ซึ่งจากการอุปถัมภ์ทั้งหลายนี้เอง ที่ทำให้เบโธเฟนไม่ต้องเดือดร้อนกับการวิ่งเต้นเข้าหาเจ้านายอย่างนักแต่งเพลงคนอื่นๆ และสามารถสร้างงานในแบบที่ตนเองยืนยัน ซึ่งก็คือในแบบที่ “ซับซ้อน” กว่างานทั่วไปในขณะนั้นนั่นเอง

(งานบางชิ้นของเบโธเฟนยังออกนอกขนบจนถึงขนาดที่ไฮเดิน ผู้เป็นอาจารย์ไม่พอใจและตำหนิว่าเขาไม่สามารถเข้าใจงานของเบโธเฟนได้เลย)

และเมื่อความซับซ้อนของงานเบโธเฟนได้รับการยอมรับจากชนชั้นเจ้านายผู้อุปถัมภ์ ย่อมนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในทางบวก และการรับฟังงานยากๆ อย่างของเบโธเฟนย่อมกลายเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาชนที่ตั้งใจฟังดนตรีอย่างซีเรียสจริงจังในช่วงนั้นโดยปริยาย

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ในช่วงทศวรรษที่ 1790s สาธารณชนไม่ได้ชื่นชอบกับผลงานของเบโธเฟนมากนัก และหลายเสียงยังวิพากษ์วิจารณ์ว่าดนตรีของเขามีลักษณะคลุมเครือเกินไป เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความลึกลับ มืดมน และยังมักเปลี่ยนบุคลิกไปมาอย่างฉับพลันผิดไปจากงานสายขนบนิยมอย่างโมซาร์ตหรือไฮเดิน

ซึ่งสาเหตุหลักก็คือนักแต่งเพลงอื่นๆ ในช่วงนั้น (เช่นไฮเดิน) ยังมองตัวเองอยู่ในฐานะผู้สร้างความบันเทิงให้มวลชน ดังนั้น งานของนักแต่งเพลงทั่วไปจึงเน้นว่าจะต้องให้ถูกใจผู้ฟังก่อนอื่น

ขณะที่เบโธเฟนไม่คิดอย่างนั้น กล่าวกันว่า แม้ในการแสดงใน private salon ในแวดวงชนชั้นสูงเบโธเฟนก็จะบรรเลงในสิ่งที่ตนเองต้องการเท่านั้น โดยไม่ยอมโอนอ่อนให้กับคำขอเพลงของเจ้านายเลยแม้แต่น้อย

และในครัั้งหนึ่ง เมื่อเจ้านายคนหนึ่งพูดคุยเสียงดังในระหว่างการแสดง เบโธเฟนยังถึงกับประท้วงด้วยการหยุดบรรเลงดนตรีในทันที

เหล่านี้นี่เอง คือความพยายามของเบโธเฟนที่จะจัด “ตำแหน่งแห่งที่” ของตนเองใหม่ในหมู่ชนชั้นสูงผู้อุปถัมภ์ ดังนั้นสถานะของเบโธเฟนจึงแตกต่างกับของไฮเดิน เพราะเบโธเฟนไม่ได้คิดว่าตนเองอยู่ในสถานะของ “ผู้รับใช้

แต่เป็น “ศิลปินอัจฉริยะ” ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องเชิดชูจากชนชั้นสูงต่างหาก

ทั้งหมดนี้ คือ 1) ความสามารถพิเศษทางดนตรีของเบโธเฟน 2) การสนับสนุนจากกลุ่มชนชั้นสูง 3) การพยายามนิยามตัวตนของนักแต่งเพลงในแบบใหม่ของเบโธเฟน ผนวกเข้ากับ 4) บรรยากาศทางสังคมที่เปลี่ยนไป ความนิยมในศิลปะแบบใหม่ๆ และยกย่องนับถืออัจฉริยภาพของ genius

ส่งผลให้งานดนตรีของเบโธเฟนได้รับการรับรองจากชนชั้นสูง ว่าเป็นของดี มีค่า ถึงจะฟังยาก แต่นั่นก็เป็นเพราะสังคมโดยรวมยังไม่มีการศึกษาดนตรีที่ดีพอ

เกิดการแบ่งขั้วระหว่าง 1) ดนตรีที่ฟังง่าย เพื่อความบันเทิงสำหรับทุกคน ซึ่งถือเป็นงานสมัครเล่น  กับ 2) ดนตรีซีเรียส ที่ฟังยาก เหมาะกับคนบางกลุ่ม (ส่วนน้อย) ถือเป็นงานชั้นสูงที่ต้องใช้ความรู้และความพยายามในการเข้าถึง

และส่งผลให้รูปแบบการรับชมคอนเสิร์ต-โอเปราเปลี่ยนไปในช่วงหลัง ค.ศ. 1800 นั่นคือ จากที่แต่เดิมผู้ฟังสามารถเคลื่อนไหวพูดคุยกันได้อย่างอิสระ เริ่มมีการ “จัดที่นั่ง” ในโรงละครและหอแสดงดนตรีอย่างมีรูปแบบที่แน่นอน (อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน) และเกิดขนบการฟังดนตรีที่ต้องฟังด้วยความตั้งใจ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น

นับว่าเป็นการถือกำเนิดของ serious music อย่างสมบูรณ์แบบนั่นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s