Andrei Rublev : โลก ศิลปะ ศรัทธา และการอุทิศตน

02 tarkovsky
Andrei Tarkovsky

ผมได้ยินชื่อ Andrei Tarkovsky ครั้งแรกจากเพื่อนๆ ชาวรัสเซีย ซึ่งสำหรับชาวรัสเซียแทบจะทุกคน ดูเหมือนว่า Tarkovsky จะเป็นประดุจวีรบุรุษ – ศิลปิน – ผู้กำกับหนัง ที่เลอเลิศชนิดหาผู้เปรียบได้ยากยิ่ง

ผมจึงรับชมหนังของ Tarkovsky ด้วยความชื่นชมยกย่อง แม้ว่าในครั้งแรกของการดูหนังเรื่อง Andrei Rublev นั้น ผมแทบจะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม ด้วยสาเหตุคือ 1) ภาษารัสเซียของผมยังไม่ดีพอ และ 2) ขาดภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

Tarkovsky (พ.ศ. 2475-2529 สิริอายุ 54 ปี) เป็นผู้กำกับหนังชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง หนังที่ Tarkovsky กำกับท้ังหมดมีเพียง 8 เรื่อง เรื่องที่เด่นที่สุด นอกจาก Andrei Rublev ที่ผมกล่าวถึงเมื่อครู่ ยังมีเรื่อง Stalker, Solaris และ The Mirror เป็นต้น

จุดเด่นของ Tarkovsky ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ “ภาพ” และจังหวะภาพที่งดงามลงตัว จนนักวิจารณ์มักกล่าวอ้างกันทั่วไปว่าความงดงามของหนังที่ Tarkovsky กำกับนั้น มีลักษณะประดุจเป็น “บทกวี” เลยทีเดียว นอกจากนั้น Tarkovsky ยังเป็นผู้กำกับหนังไม่กี่คน ที่หมกมุ่นและพยายามถ่ายทอดความคิดเชิง “ปรัชญา” ลงในหนังของตน

Andrei Rublev (อ่านว่า อัน-เดร / รู-บลโยฟ) เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ Tarkovsky ก้าวขึ้นมาสู่การเป็นผู้กำกับที่โดดเด่น เขากำกับหนังเรื่องนี้ในปี พ.ศ. 2509 โดยอิงจากประวัติของพระ-จิตรกรรูปหนึ่งในยุคกลาง ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15

Andrei Rublev เป็นพระในศาสนาคริสต์แบบรัสเซีย (ออร์โธดอกซ์) มีชีวิตอยู่ในราว พ.ศ. 1900-1970 (ยุคต้นอยุธยา) มีหลักฐานว่าเขาเป็นคนวาดภาพในวิหารที่มอสควา นอกจากนั้น Andrei Rublev ยังวาดภาพที่โด่งดังและถือกันว่างดงามที่สุดในจำนวนจิตรกรรมยุคกลางคือภาพ “Trinity” ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Tretyakov ในกรุงมอสควา

หนังของ Tarkovsky เรื่องนี้ ไม่ได้มุ่งแสดงชีวประวัติของพระรูปนี้ แต่เขาใช้ Andrei Rublev เป็นภาพแทนของการปะทะขัดแย้งกัน ระหว่างศรัทธา ศิลปะ และความเป็นไปของโลก เผยให้เห็นกระบวนการสร้างงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก Tarkovsky ตั้งใจใช้เหตุการณ์ความวุ่นวายสับสนในยุคกลางสะท้อนให้เห็นการรังสรรค์งานศิลปะในอุดมคติ และความพยายามของศิลปินที่จะรักษาศรัทธาในขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความทารุณโหดร้ายของสงคราม

Andrei Rublev เป็นหนังขาว-ดำ มีความยาวกว่า 3 ชั่วโมง แบ่งออกเป็นเจ็ดภาคย่อยๆ

ภาคนำไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง แต่พูดถึงการทดลองสร้างบอลลูนในรัสเซีย ที่แม้จะประสบความสำเร็จลอยได้อยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องตกลงมา ท่ามกลางเสียงก่นด่าของชาวบ้าน ฉากนี้เป็นอุปมาถึงพลังการสร้างสรรค์ที่ยังไม่สามารถหาที่ยืนได้อย่างมั่นคงในรัสเซียขณะนั้น

ต่อจากนั้น เรื่องราวกล่าวถึง Andrei Rublev และเพื่อนพ้อง ซึ่งมีทั้งผู้ที่หวังดีต่อ Andrei และผู้ที่อิจฉาริษยาเขา หนังเล่าเรื่องราวที่ Andrei เดินทางไปร่วมงานกับจิตรกรชาวกรีกที่มอสควา และการปะทะขัดแย้งทางความคิด เนื่องจากชาวกรีกผู้นี้เป็นผู้มองโลกในแง่ร้าย และดูเหมือนเป็นผู้ไม่ศรัทธา กรณีนี้ทำให้ Andrei เกิดความสับสนว่าศรัทธากับศิลปะนั้นแยกขาดออกจากกันได้หรือไม่

(ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ใน พ.ศ. 1948 Andrei Rublev ร่วมงานกับจิตรกรชาวกรีกชื่อ Theophanes ในการวาดภาพที่วิหารจริง และสันนิษฐานว่าชาวกรีกผู้นี้ยังเป็นครูของ Andrei อีกด้วย ส่วนงานเขียนภาพของ Andrei นั้นก็ถือกันว่ามีส่วนผสมของสไตล์ไบแซนไทน์ปรากฏอยู่ด้วย)

เรื่องแสดงให้เห็นความเหลวแหลกของราชสำนักรัสเซียขณะนั้น มีความขัดแย้งระหว่างเจ้าชายผู้เป็นรัชทายาทกับเจ้าชายคนน้อง มีตอนหนึ่งแสดงให้เห็นว่า ช่างแกะสลักได้ทำงานที่ปราสาทให้เจ้าชายคนพี่เสร็จแล้ว และกำลังจะเดินทางไปแกะสลักให้ปราสาทเจ้าชายคนน้อง แต่กลับถูกทหารตามมาทำร้าย ซึ่งเป็นการจงใจทำร้ายให้ช่างทุกคนตาบอด เพื่อที่จะได้ไม่สามารถแกะสลักงานที่ดีกว่าหรือเท่าเทียมปราสาทของพี่ชายได้

หลังจากนั้นเกิดสงคราม ที่เจ้าชายคนน้องชักนำอนารยชนต่างชาติ (ชาวตาร์ตาร์) ทรยศต่อแผ่นดินเกิด เกิดการปล้นสะดมฆ่าฟันกันอย่างใหญ่โต Andrei นำชาวบ้านหลบซ่อนอยู่ในโบสถ์ แต่โบสถ์ก็ถูกพังประตู ชาวบ้านถูกทหารต่างชาติฆ่าฟันราวเป็นผักปลา ส่วน Andrei นั้น ถึงกับพลั้งมือฆ่าทหารต่างชาติคนหนึ่ง เพื่อปกป้องผู้หญิงบ้า

การฆ่าย่อมเป็นบาปหนักหนาที่สุด โดยเฉพาะสำหรับ Andrei ซึ่งตนเองเป็นพระ เหตุการณ์นี้และสงครามทำให้ Andrei แทบจะสูญสิ้นศรัทธา เขาลงโทษตนเองด้วยการหยุดวาดภาพ และถือศีลเงียบ ไม่พูดกับใครทั้งสิ้น Andrei ดำเนินชีวิตอยู่อย่างบุคคลที่สิ้นหวังเป็นเวลานานหลายปี จนกว่าจะมีเหตุการณ์หนึ่งในตอนท้าย ที่ทำให้เขารู้สึกถึงพลังอันแรงกล้าของศรัทธา และกลับมารังสรรค์ผลงานทางศิลปะอีกครั้งในที่สุด

ซึ่งในส่วนนี้ผมไม่ขอเล่า เพราะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรื่อง

หนังปิดเรื่องด้วยภาพผลงานภาพเขียนชิ้นต่างๆ ของ Andrei Rublev ซึ่งเป็นเพียงส่วนเดียวของหนังที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสี

แน่นอนว่าหนังที่พูดถึงศรัทธาในศาสนาคริสต์ ย่อมเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์นักในประเทศสังคมนิยมอย่างสหภาพโซเวียต ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงถูกดองไว้เป็นเวลานานทีเดียว โดยทางการสั่งให้ Tarkovsky แก้และตัดทอนหลายๆ ส่วนออก ซึ่ง Tarkovsky สามารถยินยอมทำตามได้เพียงบางข้อเท่านั้น

จนหนังได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากนั่นแหละ ทางการโซเวียตจึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องโอนอ่อนผ่อนตามต่องานชิ้นนี้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงเรียกร้องกดดันจากศิลปินใหญ่หลายๆ คนผู้อยู่ข้าง Tarkovsky (รวมถึงนักแต่งเพลงคนสำคัญอย่าง Dmitri Shostakovich ด้วย) ทางการโซเวียตจึงยินยอมให้หนังเรื่องนี้ออกฉายอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2514

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s