ซาโลเมกับศีลธรรมแบบวิคตอเรียน

เรื่อง “สะโลเม” หรือ ซาโลเม (Salome) เป็นโอเปราชื่อดังของริชาร์ด สเตราส์ ซึ่งแต่งขึ้นจากงานเขียนบทละครของออสการ์ ไวลด์ นักเขียนชาวอังกฤษอีกต่อหนึ่ง

โอเปราของสเตราส์ (เขียน พ.ศ. 2448) และบทละครของไวลด์ (เขียน พ.ศ. 2434) มีฉากเด่นอยู่ฉากหนึ่งในตอนท้ายเรื่อง เป็นฉากที่ซาโลเมเต้นรำเปลื้องผ้า การร่ายรำนี้มีชื่อว่า “ระบำแห่งผืนผ้าทั้งเจ็ด” (Dance of the Seven Veils)

ซึ่งหมายถึงการร่ายรำพร้อมๆ กับเปลื้องผ้าทั้งเจ็ดออกจากร่างกายทีละผืน และลงเอยด้วยร่ายกายที่เปลือยเปล่า

(แต่แน่นอนว่าในการละครและโอเปร่ากระแสหลัก นักแสดงย่อมไม่เปลือยร่างทั้งหมดบนเวที)

ที่มาแรกเริ่มของของละครและโอเปร่า มาจากคัมภีร์พระคริสต์ธรรมใหม่ (New Testament) ในภาคของมัทธิว และ มาระโก ที่กล่าวถึงกษัตริย์เฮโรด ที่เพิ่งแต่งงานกับนางเฮโรเดียส หญิงสาวที่เคยเป็นภรรยาของฟิลิป น้องชายของเขาเองที่ตายไปแล้ว

การแต่งงานครั้งนี้ถูกประณามโดยนักบุญ “ยอห์นผู้ให้บัพติศมา” ซึ่งตามศาสนาคริสต์ยกย่องเป็นผู้เผยพระวจนะ ผู้มาก่อนพระเยซู (ยอห์นเกิดก่อนพระเยซู 6 เดือน)

การประณามส่งผลให้นางเฮโรเดียสเกลียดชังนักบุญยอห์น และสั่งลูกสาว (ในคัมภีร์ไม่ได้เอ่ยถึงว่าชื่ออะไร) ที่เต้นรำถวายกษัตริย์เฮโรดจนกษัตริย์พอใจ ให้ขอสิ่งตอบแทนเป็นศีรษะของนักบุญยอห์น

กษัตริย์เฮโรดจึงจำเป็นต้องฆ่านักบุญยอห์น เพื่อรักษาสัญญากับหญิงสาวผู้เต้นรำ ทั้งที่ไม่เต็มใจ

ส่วนชื่อของหญิงสาวผู้เต้นรำ มีการนำไปผูกโยงกับคัมภีร์ของศาสนายิว ที่อ้างว่าลูกสาวของนางเฮโรเดียสชื่อว่า “ซาโลเม” (แต่ทั้งนี้ ในคัมภีร์ไม่เคยเอ่ยถึงเลยว่าซาโลเมเคยเต้นรำให้กษัตริย์เฮโรดดู)

นักประวัติศาสตร์ในสมัยก่อนหลายคนจึงผสมผเสเรื่องราว และผูกเป็นตำนานว่าหญิงสาวผู้เต้นรำนางนี้ มีชื่อว่า “ซาโลเม” และภาพเขียนถึงการเต้นรำและการตัดศีรษะนักบุญยอห์น ก็เป็นหัวข้อหนึ่งที่จิตรกรมักนำมาเล่าขานตั้งแต่ในสมัยกลางแล้ว

แต่บทละครของออสการ์ ไวลด์ยังไปไกลกว่านั้น ด้วยการเปลี่ยนเรื่องเล่าส่วนสำคัญ และลดทอนบทของมารดาซาโลเมให้ไม่มีความหมายอะไรเลย

ไวลด์เขียนให้ซาโลเมเป็นหญิงสาว ผู้หลงรักนักบุญยอห์นที่ติดคุกอยู่ แต่ได้รับการปฏิเสธรักจากนักบุญยอห์น ซึ่งทำให้เธอเปลี่ยนความรักนี้กลายเป็นความแค้น

และเมื่อมีโอกาสเต้นรำจนกษัตริย์พอใจ สัญญาว่าจะประทานอะไรก็ได้ให้แก่เธอ ซาโลเมจึงไม่รีรอที่จะขอศีรษะของนักบุญยอห์นจากกษัตริย์

ที่สำคัญและรุนแรงมากสำหรับบทละครสมัยนั้น คือการที่ไวลด์เขียนให้ซาโลเมแสดงความรักกับศีรษะของยอห์นที่ถูกตัดมาและวางอยู่ในถาด ด้วยการครวญคร่ำรำพันสารพัด

และถึงกับจุมพิตที่ปากของศีรษะชุ่มโลหิตนั้นด้วย

และการกระทำที่เลยเถิดของซาโลเมนี้เอง ที่ทำให้กษัตริย์ไม่สามารถอดทนได้ และสั่งให้ทหารนำเธอไปประหารชีวิตในฉากสุดท้าย

การดัดแปลงตำนานของไวลด์นี้ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะการเขียนบทตอนท้ายที่ดูวิปริตต่ำช้า และแน่นอนว่าส่งผลให้ละครเรื่องนี้ถูกห้ามออกแสดงอยู่เป็นเวลาหลายปี

แต่ในบทความ Medusa is no longer laughing: Oscar Wilde’s Symbolism in Salome ของ Jennie Tabak แห่งวิทยาลัย Goldsmith มหาวิทยาลัยลอนดอน เสนอข้อมูลที่น่าสนใจว่า

แท้จริงแล้วการที่ไวลด์ตั้งใจบิดเบือนประวัติศาสตร์นั้น มีที่มาจากความต้องการเขียนบทละครในเชิงสัญลักษณ์ และพุ่งเป้าไปที่การวิพากษ์วิจารณ์ศีลธรรมแบบวิคตอเรียนในอังกฤษขณะนั้นต่างหาก

Tabak วิเคราะห์ว่า บทบาทของนักบุญยอห์นที่ปฏิเสธความรักของซาโลเม แท้จริงแล้วอาจเป็นภาพแทนของสังคมอังกฤษในยุควิคตอเรีย ที่ดัดจริตกีดกั้นเรื่องราวทางเพศ

อันเป็นสังคมที่ยึดถือเคร่งครัดกับศีลธรรมแบบหน้าไหว้หลังหลอก งมงายกับเรื่องความบริสุทธิ์และพรหมจารีของหญิงสาว ปฏิเสธที่จะรับรู้อารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของมนุษย์

และนี่เองที่ทำให้ซาโลเม หญิงสาวผู้มีรักบริสุทธิ์ต้องถูกกดทับจากศีลธรรมจอมปลอม อันนำไปสู่การระเบิดของความต้องการของเธอในตอนท้ายเรื่อง เมื่อเธอเต้นรำในลักษณาการคล้ายกับหญิงบ้า

และนำไปสู่การทำลายล้างยอห์น – ผู้เป็นภาพแทนของศีลธรรมสังคมวิคตอเรียน – ในที่สุด

นักวิชาการหลายคนเห็นตรงกันว่าศีลธรรมแบบวิคตอเรียนนี้มีบทบาทในสังคมไทยไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ที่เริ่มมีการนำแนวคิดแบบวิคตอเรียนมาใช้ ดังที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนไว้ว่า

“กามารมณ์แบบที่ปรากฏในวรรณคดีไทย ก็ถูกกระทบด้วยวัฒนธรรมตะวันตกในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เหมือนกัน มาตรฐานกามารมณ์แบบวิกตอเรียนเข้ามาครอบงำความคิด โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง ซึ่งได้รับการศึกษาจนอ่านภาษาฝรั่งออก”

(กามารมณ์ไทย มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10-16 กุมภาพันธ์ 2555)

อย่างไรก็ตาม ศีลธรรมแบบนี้ย่อมจำกัดอยู่เพียงในกลุ่มชนชั้นสูงผู้มีการศึกษาเท่านั้น ขณะที่สังคมไทยในภาพกว้างนั้นมีรากฐานความเป็นอิสระเรื่องเพศมายาวนาน และไม่อาจทำให้เชื่องเชื่อได้โดยง่าย

ดังปรากฏหลักฐานจำนวนมากเป็นงานเพลงในวัฒนธรรมป๊อป ประเภทจุดเทียนเวียนวน คันหู ฯลฯ เป็นพยานอยู่นั่นเอง

อธิบายภาพ : ภาพซาโลเมและหัวของนักบุญยอห์น เขียนโดย Aubrey Beardsley (เป็นภาพประกอบหนังสือบทละครของ Oscar Wilde)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s