ลัทธิผัวเดียวเมียเดียวกับโสเภณีในโอเปร่า

ในสังคมยุโรปสมัยก่อน ประเพณีการแต่งงานแตกต่างจากสังคมไทยเป็นอย่างมาก ตรงที่บิดาของฝ่ายเจ้าสาว เป็นฝ่ายต้องให้เงินหรือทรัพย์สิน (dowry) แก่ฝ่ายเจ้าบ่าว

ตรงกันข้ามกับสังคมไทยที่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องเป็นฝ่ายให้สินสอดทองหมั้นแก่ครอบครัวเจ้าสาว

รากเหง้าประเพณีสองแบบที่แตกต่างกันนี้ เคยมีนักวิชาการอธิบายว่าเกิดขึ้นจากลักษณะการทำมาหากินของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกันไป

เช่น ในดินแดนที่ทำมาหากินด้วยการทำไร่เลื่อนลอยนั้น ผู้หญิงถือเป็น “แรงงาน” ที่สำคัญไม่แพ้ผู้ชาย ดังนั้น เจ้าบ่าวผู้มานำเจ้าสาวออกไปจากครอบครัวเดิม จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายสินสอดทองหมั้นให้แก่ครอบครัวเจ้าสาว เพื่อถือเป็นค่าชดเชยที่ทำให้แรงงานลดลงจากเดิม

แต่ในดินแดนที่ทำการเพาะปลูกโดยการไถหว่าน กำลังของผู้ชายถือเป็น “แรงงานหลัก” โดยไม่นับผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของแรงงาน การ “เลี้ยงดู” ผู้หญิงจึงถือเป็นความรับผิดชอบของเจ้าบ่าว ดังนั้น ครอบครัวของเจ้าสาวจึงต้องจ่าย dowry ให้แก่ฝ่ายเจ้าบ่าว เพื่อถือเป็นหลักประกันว่าเจ้าบ่าวจะเลี้ยงดูบุตรสาวของตนอย่างดี

แน่นอนว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบและยังคงมีการถกเถียงกันไม่รู้จบ แต่อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของแนวคิดนี้คือการชี้ให้เห็นว่า เรื่องของสินสอดนั้นสัมพันธ์กับสภาพทางเศรษฐกิจการเมืองอย่างแนบแน่น

ในสังคมตะวันตก โดยเฉพาะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 เรื่องเงิน dowry นี้มีบทบาทสำคัญมาก และการแต่งงานข้ามสกุลไปมาในหมู่ชนชั้นสูง ก็เกิดขึ้นจากการพยายามที่จะรักษาทรัพย์สมบัติไว้เป็นกองเดียวกันให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

ซึ่งสอดคล้องกับคำอธิบายของเองเกิลส์ใน Origins of the Family, Private Property, and the State (1884) ว่า การสะสมทรัพย์สมบัติของเพศชายคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดลัทธิ “ผัวเดียวเมียเดียว” (monogamy)

การมีผัวเดียวเมียเดียว เกิดจากการที่เพศชายต้องการแน่ใจว่าบุตรที่เกิดจากฝ่ายหญิงเป็นบุตรของตนจริงๆ เรื่องนี้ยังนำไปสู่การกดขี่เพศหญิง นั่นคือ ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นเพศที่ไม่สามารถถือครองทรัพย์สิน ไม่มีบทบาทในการทำมาหากิน และต้องอยู่แต่ภายในรั้วบ้านเท่านั้น

และเมื่อฝ่ายหญิงไม่อาจช่วยเหลือตัวเอง ดังนั้น การที่ครอบครัวฝ่ายหญิงต้องให้เงิน dowry กับฝ่ายชายจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว

และในหลายกรณี เงิน dowry ยังเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-การเมืองอย่างแยกไม่ออก เช่น ชนชั้นกลางที่ต้องการเกี่ยวดองกับราชนิกุล ก็อาจเสนอเงิน dowry จำนวนสูงให้แก่เจ้าชายผู้สูงศักดิ์แต่ยากจน เพื่อเป็นช่องทางให้สกุลของตนได้มีที่ทางในหมู่ชนชั้นสูง เป็นต้น

เรื่องเงิน dowry ยังนำไปสู่ความทุกข์ทรมานของผู้หญิงจำนวนมาก เช่น ในกรณีที่เกิดเงินเฟ้อในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ทำให้ชนชั้นสูงจำนวนมากไม่ต้องการให้บุตรสาวแต่งงาน เพราะนั่นหมายถึงการที่ทรัพย์สินของครอบครัวต้องถูกแบ่งหดหายไป

ผลสะเทือนจากเรื่องนี้จึงกลายเป็นว่า หญิงสาวจำนวนมากถูกบังคับให้ไม่แต่งงาน หรือไม่ก็ถูกส่งไปยังอารามแม่ชี (จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในช่วงนั้นมีอารามแม่ชีเกิดขึ้นจำนวนมากตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วยุโรป)

และแน่นอนว่าสภาวการณ์เก็บกดที่ผิดธรรมชาตินี้ ย่อมระเบิดออกมาในรูปของ “อาชญากรรมทางเพศ” เกิดการขืนใจหญิงรับใช้ เกิดการเลี้ยงเมียเก็บ เกิดการคบชู้สู่ชาย เกิดซ่องโสเภณี ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมแบบผัวเดียวเมียเดียวของชนชั้นกลางทั้งสิ้น

หญิงโสเภณีนามวิโอเล็ตตาในโอเปร่าเรื่อง La Traviata ของแวร์ดิก็บังเกิดขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน เธอเป็นหญิงงามเมืองผู้งดงาม เป็นหญิงเปี่ยมเสน่ห์ น่ารักและอบอุ่น

แต่ในขณะเดียวกันก็ช่างน่าสงสาร

เธอน่าสงสารก็เพราะบิดาของชายคนรัก ไม่ยอมให้เธอคบกับเขาอย่างจริงจังในฐานะเมียเก็บ และอ้อนวอนให้เธอไปจากบุตรชายของเขาเสีย เพื่อ “ศีลธรรมอันดีงาม” และ “ชื่อเสียง” ของครอบครัว

วิโอเล็ตตายอมทำตาม แม้จะเศร้าโศกเสียใจ แต่เธอก็ยอมสละความรัก เพราะถือว่านั่นย่อมจะดีสำหรับชายคนรัก มากกว่าที่จะมาจมปลักอยู่กับหญิงผู้มีอดีตเป็นโสเภณีเช่นเธอ

ตอนจบของโอเปร่าเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ คือจบลงด้วยความตายของฝ่ายหญิง จบลงด้วยความโศกเศร้าน้ำตาท่วมเวที คนรักของเธอรู้ความจริง และบิดาของเขาก็รู้สึกผิด ทั้งคู่มาเยี่ยมเธอในฉากสุดท้าย และพบว่าเธอป่วยเป็นวัณโรคขั้นร้ายแรง และสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตาพวกเขานั่นเองในตอนจบ

แคเธอลีน คลีมองต์ นักปรัชญาสตรีชาวฝรั่งเศส เขียนถึงตอนจบของโอเปร่าเรื่องนี้ไว้อย่างน่าประทับใจ เมื่อเธอกล่าวเยาะเย้ยการกระทำของตัวพระเอกและบิดา ว่าเป็นเพียงการเสแสร้ง

และนั่นย่อมหมายรวมไปถึงชนชั้นกลางเพศชายทั้งหมดด้วย เพราะ “โสเภณี” นั่นหาใช่อะไรอื่นไม่ แต่เป็นความเน่าเหลวแหลกเฟะที่เกิดขึ้นจาก “ศีลธรรมแบบชนชั้นกลาง” นั่นเอง

ดังนั้น ฉากที่พระเอกและบิดาเห็นความตายอันน่าสยดสยองของวิโอเล็ตตา นั่นก็คือพวกเขากำลังมองไปยังความเสื่อมเสียทางศีลธรรมของชนชั้นกลางนั่นเอง และทั้งๆ ที่พวกเขารู้ ว่าสาเหตุทั้งหมดของความเสื่อมทรามล้วนแล้วแต่มีที่มาจากพวกเขาเอง แต่พวกเขาก็ไม่เคยทำอะไรมากไปกว่าการร้องไห้ สมเพชเวทนากับสิ่งที่เกิดขึ้น

แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ หน้าไหว้หลังหลอกอยู่ในวังวนของทรัพย์สินเงินทองไม่รู้จบ

ทำราวกับว่าตนเองไม่มีส่วนในโศกนาฏกรรมเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s