เสียงดนตรีในโลกยูโธเปียของเอ็ดเวิร์ด เบลลามี

ประวัติศาสตร์ของดนตรีตะวันตกหรือที่เรามักเรียกกันว่า “ดนตรีคลาสสิค” มีจุดเริ่มต้นจากดนตรีเพื่อพิธีกรรมในศาสนาคริสต์ แล้วจึงเคลื่อนสถานะมาเป็นดนตรีสำหรับชนชั้นสูงในราชสำนักราวคริสต์ศตวรรษที่ 16

ด้วยอุปกรณ์เครื่องดนตรีและการอุปถัมภ์นักดนตรีที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ดนตรีคลาสสิคจึงไม่ใช่ของสาธารณชนทั่วไป แม้กระทั่งเมื่อเกิดการจัดคอนเสิร์ตเก็บเงินในช่วงปลายคริสต์ศศตวรรษที่ 17 ก็จำกัดผู้ชมอยู่เฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้น

จนในช่วงราวๆ ปี 1800 ชนชั้นกลางระดับสูงในยุโรปจึงก้าวเข้ามามีส่วนกำกับควบคุมดนตรีด้วย ในช่วงเวลานี้เอง ที่เกิดนักดนตรีอาชีพ (ไม่ขึ้นอยู่กับชนชั้นสูงผู้อุปถัมภ์อย่างแต่ก่อน) การจัดการแสดงดนตรีเริ่มกลายสภาพเป็นธุรกิจเต็มตัว และเกิดการจัดแสดงคอนเสิร์ตที่หลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิคยังมีลักษณะที่ค่อนข้างเป็นทางการ เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียม และมารยาทแบบชนชั้นสูง-ชนชั้นกลางระดับสูง ทั้งเรื่องการแต่งกาย มารยาทการฟังดนตรีอย่างต้ังใจ ไม่พูดคุยกัน ไปจนถึงการปรบมือ นอกจากนั้น ผู้ฟังชนชั้นสูงเหล่านี้ยังนิยมใช้ช่วงเวลาระหว่างการพักครึ่ง (intermission) เพื่อพบปะพูดจาสังสันทน์กันด้วย

จนอาจพูดได้ว่า นอกจากการรับฟังดนตรีที่ไพเราะมีคุณภาพแล้ว การชมคอนเสิร์ตยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการ “สังสันทน์” ในหมู่บุคคลชั้นสูง และเป็นสถานที่ใช้แสดงอำนาจและความเป็นผู้นำรสนิยมทางดนตรี

จูเลียน เวสต์ – ตัวละครเอกในเรื่อง Looking Backward ของเบลลามี – ผู้นอนหลับไปในปี 1887 และตื่นขึ้นอีกครั้งในปี 2000 จึงต้องประหลาดใจเป็นอันมาก เมื่อพบว่าในโลกคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้น ผู้คนไม่จำเป็นต้องไปสังสันทน์และฟังดนตรีในคอนเสิร์ตอีกต่อไปแล้ว แต่สามารถรับฟังผ่านสายโทรศัพท์ในสถานพักอาศัยส่วนบุคคลได้อย่างง่ายดาย

เธอบอกให้ข้าพเจ้านั่งลงและทำตัวให้สบาย ส่วนตัวเธอเองเดินข้ามไปอีกฟากหนึ่งของห้อง เธอเพียงแต่แตะปุ่มหนึ่งหรือสองปุ่ม ทันใดนั้น ห้องทั้งห้องก็กระหึ่มไปด้วยเสียงเพลงจากออร์แกนใหญ่…

ข้าพเจ้าไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่าจะได้ยินได้ฟังเสียงเพลงที่แสนจะไพเราะอย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้ (บทแปลอ้างจากฉบับภาษาไทยของพันทิพา บูรณมาตร์ สำนักพิมพ์สมมติ น. 149)

อีดิธ ตัวละครหญิงในปี 2000 อธิบายให้เวสต์ฟังว่า ประชาชนทุกคนในบอสตันสามารถรับฟังคอนเสิร์ตได้ ณ บ้านพักอาศัยส่วนตัว ผ่านเสียงตามสายโดยเสียค่าบริการในอัตราที่ต่ำมาก อีกทั้งโปรแกรมเพลงที่นำออกแสดงก็มีมากและหลากหลาย ซึ่งผู้ฟังสามารถเลือกฟังได้ตามใจชอบจากแผ่นแสดงรายการประจำวัน

ส่วนการพบปะสังสันทน์ของชนชั้นสูงในคอนเสิร์ตก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไปใน ค.ศ. 2000 เนื่องจาก

“ในสมัยปัจจุบัน เรามีการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกัน และให้โอกาสทางการศึกษาอบรมอย่างเท่าเทียมกัน เราจึงกลายเป็นสังคมที่มีชนชั้นเดียว ประชาชนทุกคนเป็นสมาชิกของชนชั้นนี้” (คำอธิบายของ ดร. ลีทต่อจูเลียน เวสต์ น. 197)

และการพบปะสังสันทน์ของ “ชนชั้นเดียวกัน” ทั้งสังคมนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในคอนเสิร์ต และไม่เกิดขึ้นกระทั่งในโบสถ์ (การเทศน์สามารถรับฟังได้ที่บ้านเช่นเดียวกับการแสดงดนตรี) แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอาหารเย็น ในห้องอาหารรวม ซึ่ง –

เป็นที่ชุมนุมสังสรรค์ และที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาคมในละแวกนั้น และเป็นอัครมหาสถานให้ความบันเทิงที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายทุกประการ (น. 199)

นอกเหนือจากนั้น จินตนาการถึงเสียงดนตรีตามสายของเบลลามียังมีประเด็นสำคัญคือ “คุณภาพ” ของเสียงดนตรีด้วย เพราะในปลายศตวรรษที่ 19 ขณะที่เบลลามีเขียนนิยายเรื่องนี้ การฟังคอนเสิร์ตยังเป็นเรื่องจำเป็นก็เนื่องจากการบรรเลงดนตรีเพื่อรับฟังกันเองในบ้านโดยมือสมัครเล่นนั้น ถือเป็นการรับฟังดนตรีที่ไม่มีคุณภาพนัก ดังที่อีดิธกล่าวกับเวสต์ว่า

“ในสมัยของคุณ พวกคุณไม่ค่อยมีโอกาสได้ฟังเพลงที่ดีจริงๆ พวกคุณจึงต้องเล่นดนตรีและร้องเพลงกันเองที่บ้าน ทั้งๆ ที่มีความรู้ทางศิลปะกันในระดับอนุบาลเท่านั้น” (น. 151)

ดังนั้น ดนตรีที่ทั้ง “คุณภาพดี” และ “ราคาถูก” สำหรับให้สาธารณชนทั่วไปรับฟังได้อย่างอิสระตามใจชอบ จึงเป็นดนตรีในอุดมคติของโลกยูโธเปียใน Looking Backward

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าพิจารณาดูดีๆ ก็จะพบว่า แท้ที่จริงแล้วการรับฟังดนตรีตามสายโดยที่มีโปรแกรมกำหนดมาให้เลือกอย่างในเรื่อง ก็หาได้เป็นอิสระโดยแท้จริงจากทางเลือกไม่กี่ทางนั้นไม่

และของ “ดี” ราคา “ถูก” ที่ให้ “อิสระ” มากกว่าเสียงตามสายที่เบลลามีฝันถึง ก็เกิดขึ้นแล้วในโลกสมัยใหม่ โดยเริ่มขึ้นในรูปแบบของเทคโนโลยีการบันทึกเสียง จากแผ่นครั่ง แผ่นไวนีล เทปคาสเส็ต ซีดี จนกลายมาเป็น YouTube ในปัจจุบัน

ของดีราคาถูกในโลกปัจจุบันนี่แหละ ที่สุดท้ายแล้วได้กลายมาเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่อนทำลายการจัดการดนตรีแบบขนบนิยมของชนชั้นสูง ดังปรากฎว่าวงออร์เคสตราทั่วโลกขณะนี้ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติอย่างหนักหน่วงนั่นเอง

หมายเหตุ:
แนวคิดเรื่องเสียงตามสายไม่ใช่เรื่องใหม่ในสมัยของเบลลามี เนื่องจากได้มีการทดลองส่งเสียงดนตรีโดยใช้สายโทรศัพท์ในงาน Paris Exposition Internationale d’ Electricite’ ตั้งแต่ปี 1881 แล้ว โดยนาย Tivador Puskas (1844-1893) วิศวกรชาวฮังกาเรียนผู้เคยร่วมงานกับ Thomas Alva Edison โดยครั้งนั้นเป็นการพยายามถ่ายทอดเสียงดนตรีจาก Paris Opera House มายังสถานที่จัดงานนิทรรศการ อย่างไรก็ตาม การทดลองนั้นประสบความล้มเหลว เนื่องจากเทคโนโลยีการขยายเสียงยังไม่ได้รับการพัฒนา ส่งผลให้เสียงที่ถ่ายทอดมายังนิทรรศการมีคุณภาพที่ใช้ไม่ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s