คนแต่ก่อนมีความรู้ความเข้าใจดนตรีไทยกันแค่ไหน?

เมื่อเร็วๆ นี้ มีอาจารย์ท่านหนึ่งสอบถามผมด้วยความสงสัยใจ ว่าเหตุใดเมื่อเขาแสดงความชื่มชมดนตรีไทยประยุกต์แบบแจ๊ซในการแสดงดนตรีครั้งหนึ่ง เขากลับถูกมิตรสหายที่เป็นนักดนตรีไทยตัวจริงพูดเสียดสีเป็นทำนองว่า เขาไม่รู้หรอก – ว่าอะไรคือดนตรีไทยที่ดี

เรื่องนี้สร้างความหงุดหงิดให้เขาพอสมควร ว่าในฐานะผู้ฟัง เหตุใดการแสดงความชื่มชมการแสดงดนตรีไทยของเขาจึงเป็นเรื่องที่นักดนตรีไทยตั้งข้อกังขา และยังมีทีท่าเหยียดหยามว่าคนที่เล่นดนตรีไทยไม่เป็น จะประเมินได้อย่างไร ว่าอย่างไรคือดนตรีไทยที่ดี

โดยเฉพาะเมื่อนี่เป็นการแสดงดนตรีไทยแบบประยุกต์ เขาในฐานะผู้ฟังเพื่อความบันเทิง ยิ่งน่าจะมีสิทธิ์ชื่นชอบและวิพากษ์วิจารณ์ตามที่ใจคิดได้มิใช่หรือ?

คำตอบของผมสำหรับกรณีนี้ ก็ไม่ต่างไปจากกรณีของความเป็นไทยชนิดอื่นๆ ที่มักถูกสถาปนาว่าเป็นของสูง เป็นของชนชั้นนำเฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่จะสามารถทำความเข้าใจ

ในกรณีของดนตรีไทยนี้เรียกได้ว่าเด่นชัดกว่าอย่างอื่น เพราะเหตุว่าดนตรีไทยมาตรฐานแบบที่เรารับรู้กันในปัจจุบันนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นดนตรีไทยสาย “ราชสำนัก” ทั้งสิ้น

ขณะที่ดนตรีไทยพื้นบ้านอื่นๆ อย่างเพลงเรือ ลำตัด กลับถูกเหยียดเป็นของต่ำ ของชาวบ้านที่หยาบโลน

ดนตรีไทย “มาตรฐาน” จึงถูกจำกัดตัวไว้ในหมู่ชนชั้นสูงและนักดนตรีสายราชสำนัก หรือมีต้นตอที่มาจากครูบาอาจารย์ที่เคยรับราชการอยู่ในกระทรวงวัง

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่นักดนตรีไทยส่วนมาก จะรู้สึกเหยียดหยามผู้ที่เล่นดนตรีไทยไม่เป็นว่าไม่น่าจะเข้าใจดนตรีไทย

และที่จริง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะดนตรีไทยสายราชสำนักนั้นฟังยาก ซับซ้อน มีขนบการฟังของตนเองอย่างที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีทางเข้าถึงแน่ๆ

ดังนั้น ในความเป็นจริง ต้องยอมรับว่าดนตรีไทยมาตรฐานนี้ ไม่ใช่ของที่ทุกคนจะเข้าถึงได้อย่างง่ายๆ เป็นแน่

เรื่องนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ผมอ่านเจอเร็วๆ นี้ ในหนังสือ “ตอบปัญหาธรรม” ของ ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล ซึ่งเป็นหนังสือที่มีลักษณะคล้ายบทสัมภาษณ์ ถามตอบเกี่ยวกับปัญหาธรรมะและอื่นๆ จิปาถะ

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ในปี พ.ศ.  2517 และมีบางคำถามที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมันชี้ให้เห็นว่า

กระทั่งคนกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2517 ก็เริ่มที่จะแสดงความไม่รู้จักดนตรีไทยกันแล้ว

ดังคำถามหนึ่งว่า

คำถาม : “เพลงชนิดไหนที่เรียกว่าเพราะ?”

ซึ่ง ม.จ. พูนพิศมัยให้คำตอบว่า

“เพลงชนิดที่ถูกอารมณ์เรา และบทร้องที่ถูกใจซีเธอ…” และให้ความเห็นต่อไปว่า

“คนไทยเราโดยมากเท่าที่สังเกตดู มักจะชอบเพลงอ่อนหวานนุ่มนวล ไม่โฉ่งฉ่างแตก และร้อนรุ่มรุกรน”

และอีกคำถามหนึ่ง ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกว่าผู้ถามไม่เข้าใจดนตรีไทยเลยแม้แต่น้อย

คำถาม : “ทำอย่างไรจึงจะเห็นว่าเพลงไทยไพเราะ?”

ต่อคำถามนี้ ม.จ. พูนพิศมัยตอบว่า

“ต้องฟังไปเรื่อยๆ และบ่อยๆ ด้วย ต้องลองเทียบดูว่าวงไหนเขาร้องเขาเล่นผิดกันอย่างไร

จริงอยู่ เพลงไทยนั้นหาที่ดีถึงขีดได้ยาก แต่บัดนี้ก็มีดีๆ ขึ้นหลายวง เช่น วงของธรรมศาสตร์ เป็นต้น ต้องนับว่าดีมากทีเดียว

โดยมากเขาเล่นไปตามแบบของธรรมเนียม ไม่มีชีวิตจิตใจลงไปในเพลงนั้น เราจึงมักจะได้ยินมันยืดยาดเยิ่นเย้อ หรือเร็วก็ชนิดรน ไม่ใช่เร็ว

การที่จะเล่นให้ดีนั้นต้องตั้งต้นแต่เนื้อร้องว่าอย่างไรเสียก่อน สุขต้องร้องให้เป็นสุข ถ้าเพลงทุกข์ก็ร้องให้เป็นทุกข์โศก

คำของผู้ชายต้องให้ผู้ชายร้อง ของผู้หญิงต้องให้ผู้หญิงร้อง และร้องด้วยความรู้สึกตามบท ไม่ใช่ร้องอย่างนักเรียนท่องโคลง

อย่างไรก็ตาม เพลงไทยนั้นฟังแล้วสบายเป็นสุข เพราะอ่อนหวานนุ่มนวล ไม่ทะลึ่งตึงตังโลดโผน

ถ้าท่านฟังเป็นและรู้สึกว่าไพเราะเพราะพริ้งเมื่อไร เมื่อนั้นแหละ แปลว่าท่านเป็นไทยแล้ว 100% ไม่เชื่อก็ลองดู”

จากเล็คเชอร์ข้างต้นของ ม.จ. พูนพิศมัย ย่อมเป็นหลักฐานถึง “ความไม่เข้าใจ” ดนตรีไทยของคนทั่วไปในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี

ซึ่งมีมาแล้วอย่างเป็นเรื่องปกตินับแต่ทศวรรษที่ 2510 นั่นเอง

(เขียน 2 ม.ค. 2559)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s