จากโมซาร์ตถึงเบโธเฟน: การประชันเปียโนกับการถกเถียงเชิงสุนทรียศาสตร์ว่าด้วย serious music

ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มมีการประชันเปียโน (piano duel) ครั้งแรกเมื่อใดในดนตรีตะวันตก แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 แล้ว

หลักฐานที่บันทึกถึงรายละเอียดและรูปแบบการประชันเปียโนที่น่าเชื่อถือ คือจดหมายของโมซาร์ต (Wolfgang Amadeus Mozart 1756-1791) ซึ่งเขียนถึงบิดาหลังจากประชันเปียโนกับเคลแมนติ (Muzio Clementi 1752-1832) โมซาร์ตเล่าว่า การประชันเริ่มต้นขึ้นโดย

“สมเด็จพระจักรพรรดิ (หมายถึงจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 แห่งออสเตรีย) รับสั่งให้เคลแมนติเริ่มก่อน เขาด้นเพลงแล้วต่อด้วยการบรรเลง sonata สมเด็จพระจักรพรรดิหันมาที่ผมแล้วบอก : ‘เอาเลย’ ผมจึงด้นเพลงแล้วบรรเลง variations ต่อ

หลังจากนั้นเจ้าหญิง (grand duchess) นำโน้ตเพลง sonata ของไพซิเอลโล (Giovanni Paisiello นักแต่งเพลงชาวอิตาเลียน 1740-1816) มาให้เรา ผมบรรเลงท่อน Allegro ส่วนเคลแมนติบรรเลงท่อน Andante และ Rondo หลังจากนั้นเราจึงเลือกทำนองจากเพลงเหล่านี้มาทำการพัฒนา (แปรทำนอง) โดยเปียโนสองหลัง”

การประชันเปียโนระหว่างโมซาร์ตกับเคลแมนติเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1781 (ราว พ.ศ. 2324) ซึ่ง Tia DeNora อธิบายไว้ใน Beethoven and the Construction of Genius : Musical Politics in Vienna, 1792-1803 ว่า

การประชันเปียโนในยุคนั้นมีลักษณะไม่ผิดไปจากการแข่งกีฬา ซึ่งนอกจากจะเป็นการอวดฝีมือของผู้เล่นแต่ละคนแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำหรับการประชันขันแข่งกันในเรื่องของรสนิยม เรื่องของสไตล์ดนตรีและสุนทรียศาสตร์ (ที่แตกต่างกัน) และเป็นการแสดงตัวตนของชนชั้นสูงผู้อุปถัมภ์ศิลปินด้วย

ซึ่งในกรณีนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิคือผู้อุปถัมภ์โมซาร์ต ขณะที่เคลแมนตินั้นเป็นศิลปินจากต่างแดน (ชาติกำเนิดเป็นชาวอิตาลี) ผู้ซึ่งกำลังเดินทางออกตระเวนแสดงคอนเสิร์ตทั่วยุโรป

คู่แข่งขันในที่นี้จึงหมายถึง โมซาร์ต ศิลปินแห่ง “กรุงเวียนนา” กับเคลแมนติ ศิลปินจาก “ต่างแดน” นั่นเอง

(การประชันเปียโนครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลรื่นเริงที่สมเด็จพระจักรพรรดิจัดขึ้นเพื่อต้อนรับการมาเยี่ยมเยือนของเชื้อพระวงศ์จากรัสเซีย)

06 DeNora
Beethoven and the Construction of Genius : Musical Politics in Vienna, 1792-1803 ของ Tia DeNora (University of California Press 1995)

จักรพรรดิตัดสินการประชันให้ทั้งคู่เสมอกัน โดยมีผู้รายงานในภายหลังว่า เคลแมนติได้กล่าวชื่นชมยกย่องโมซาร์ตไว้เป็นอันมาก

แต่โมซาร์ตดูเหมือนจะไม่พอใจกับการบรรเลงของเคลแมนติเท่าใดนัก ดังข้อความในจดหมายที่เขาเขียนไปถึงบิดาว่าการบรรเลงของเคลแมนติไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ปราศจากรสนิยมที่ดี

ส่วนความคิดเห็นของจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ทรงเห็นว่าการบรรเลงของเคลแมนติมีความเป็นศิลปะเพียงอย่างเดียว ขณะที่โมซาร์ตนั้นมีทั้งความเป็น “ศิลปะ” และ “รสนิยม” ที่ดี

การประชันรสนิยมผ่านการแข่งขันบรรเลงเปียโนครั้งสำคัญที่เวียนนา เกิดขึ้นอีกครั้งในราวสิบแปดปีต่อมา เมื่อเบโธเฟน (Ludwig van Beethoven 1770-1827) ตอบรับการประชันเปียโนกับโยเซฟ โวลฟ์ล์ (Joseph Wölfl 1773-1812) เมื่อปี ค.ศ. 1799

อนึ่ง ควรทราบว่าเบโธเฟนนั้นมีพื้นฐานครอบครัวเป็นนักดนตรีอยู่ ณ เมืองบอนน์ โดยปู่ของเขามีสถานะเป็นถึงผู้จัดการวงดนตรีแห่งราชสำนักเมืองบอนน์ ดังนั้น เบโธเฟนจึงได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นสูงมาแต่ยังเยาว์

เบโธเฟนเดินทางมายังกรุงเวียนนาในปี 1792 และได้รับการอุปถัมภ์เป็นอย่างดีจากชนชั้นเจ้านาย กระทั่งอาจกล่าวได้ว่า เส้นสายของเบโธเฟนในหมู่ชนชั้นสูงนั้นมีมากที่สุด ยิ่งกว่านักดนตรีคนใดๆ ในเวียนนาในขณะนั้น

การแสดงดนตรีของเบโธเฟนช่วงสิบปีแรกในเวียนนาจำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นสูง ซึ่งขณะนั้นนิยมจัดการแสดงดนตรีส่วนบุคคล (private salon) ณ สถานที่พำนัก จำกัดผู้ฟังอยู่เฉพาะบุคคลในแวดวงชนชั้นสูงเท่านั้น

ดังนั้น สาธารณชนส่วนใหญ่ของกรุงเวียนนาจึงไม่เคยมีโอกาสได้ฟังการบรรเลงของเบโธเฟนแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงได้ยินการเล่าขานถึงชื่อเสียงของเขาเท่านั้น

แต่โยเซฟ โวลฟ์ล์ เปิดการแสดงในที่สาธารณะ และมีชื่อเสียงในวงกว้างกว่าเบโธเฟนมาก

05 woelfl
Joseph Wölfl (1773-1812)

และความสำคัญของการประชันเปียโนครั้งนี้คือความแตกต่างระหว่าง “สไตล์การแต่งเพลง” ของเบโธเฟนและโวลฟ์ล์ กล่าวคืองานของเบโธเฟนนั้นเป็นงานที่แปลกใหม่ ฟังยาก และมักได้รับคำติเตียนจากนักวิจารณ์ในสมัยนั้น ขณะที่งานของโวลฟ์ล์นั้นฟังง่าย และเป็นที่ชื่นชอบของสาธารณชนมากกว่า

ดังนั้นในแง่หนึ่ง งานที่ “แปลก ฟังยาก” ของเบโธเฟน จึงเป็นภาพแทนของ “กลุ่มชนชั้นสูงเก่า” ในเวียนนา

ขณะที่ผู้อุปถัมภ์ของโวลฟ์ล์นั้นคือบารอนไรมุนด์ เวทซลาร์ (Baron Raimund Wetzlar) ซึ่งเป็นชนชั้นกลางระดับสูงเชื้อสายยิว (เข้ารีตเป็นคาธอลิคตั้งแต่ในรุ่นบิดา) ไต่เต้าขึ้นมาด้วยการประกอบธุรกิจในเวียนนา

ดนตรี “ฟังง่าย” แบบของโวลฟ์ล์จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นภาพแทนของ “ชนชั้นกลางระดับสูง” กลุ่มใหม่ ที่ต้องการเปรียบประชันรสนิยมกับชนชั้นสูงเดิมนั่นเอง

การประชันไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ แต่จากหลักฐานร่วมสมัย เราพบว่านักวิจารณ์จำนวนมากไม่สามารถทำความเข้าใจกับเพลงของเบโธเฟนได้ และมักกล่าวตรงกันว่า การบรรเลงของโวลฟ์ล์เป็นไปอย่างชัดเจน ฟังง่าย ผิดกับของเบโธเฟนที่ดนตรีเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ลึกลับและมืดหม่น (mysterious and gloomy)

เช่นเดียวกับจดหมายจากผู้อ่านที่ส่งไปยังนิตยสารดนตรีฉบับหนึ่ง ซึ่งกล่าวติเตียนการบรรเลงของเบโธเฟนว่าฟังยาก และคลุมเครือไม่ชัดเจน

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้ Tia DeNora ตั้งข้อสังเกตว่า การประชันเปียโนในครั้งนี้ แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการประชันรสนิยมและเป็นการถกเถียงกันในเรื่องสุนทรียศาสตร์

โดยมีคู่ขัดแย้งคือ

1) “ดนตรีฟังยาก” แบบใหม่ของเบโธเฟน ซึ่งต่อมาจะรับรู้กันในฐานะ “serious music” กับ

2) “ดนตรีที่ฟังง่ายๆ” สำหรับคนทั่วไปและนักดนตรีสมัครเล่นแบบของโวลฟ์ล์

ซึ่งแม้ในการประชันครั้งนั้น อาจดูเหมือนเบโธเฟนเป็นฝ่ายแพ้ แต่การยืนยันรสนิยมของชนชั้นสูงเดิมในดนตรีแบบ “serious music” ได้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในเวียนนา พร้อมกับกระแสแนวคิดแบบโรแมนติค ส่งผลให้ในช่วงสิบปีต่อมา งานเพลงยากๆ ของเบโธเฟนถูกจัดเป็นเรื่องของอัจฉริยะ

เกิดความนิยมในการฟังเพลงยากๆ อันเป็นเรื่องของชนชั้นสูงซึ่งต้องการสถาปนารสนิยมทางศิลปะที่แตกต่างออกไปจากบุคคลทั่วไปซึ่งมีเพียงรสนิยมฟังเพลงดาดๆ

ถือเป็นการก่อกำเนิดของ serious music และส่งผลให้รูปแบบการรับฟังดนตรีเปลี่ยนแปลงไป จากที่ก่อนหน้านั้นการฟังดนตรีไม่มีรูปแบบที่ตายตัวแน่นอนและถือเป็นกิจกรรมเพื่อการหย่อนใจ ผู้ฟังอาจเดินไปมา พูดคุยกันได้อย่างเป็นอิสระ

เปลี่ยนเป็นการฟังดนตรีที่ต้องฟังอย่างตั้งใจ เพื่อเป็นการให้เกียรติศิลปิน เกิดการจัดที่นั่งในโรงมหรสพในลักษณะที่ตายตัว และเกิดขนบว่าด้วยการฟังดนตรีที่จะต้องไม่ส่งเสียงพูดคุย หรือทำเสียงดังรบกวนผู้อื่นอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

01 afternoon
ภาพ Afternoon Tea at the Temple ของ Michel-Barthélémy (1766) แสดงภาพโมซาร์ตเล่นดนตรีในเคหสถานของบุคคลชั้นสูง ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงการรับฟังดนตรีในช่วงก่อนที่จะมีแนวคิดเรื่อง serious music ซึ่งจะเห็นว่าผู้ฟังหลายคนไม่ได้ตั้งใจฟังดนตรีและพูดคุยกัน ส่วนคนที่หันหน้ามาทางวงดนตรีก็ประกอบกิจกรรมอื่นไปพร้อมๆ กันด้วย ทั้งดื่มสุรากินอาหาร ที่จริงแล้วในภาพนี้ สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่ตั้งใจฟังดนตรีของโมซาร์ตดูเหมือนจะเป็นสุนัขตัวที่นั่งอยู่ส่วนหน้าของภาพนั่นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s