บัลลังก์เชียงรุ้ง : การเมืองเรื่องอุบายในนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ

“ในที่สุด เราก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเราตั้งใจจะพักอยู่ในคืนนี้  ตรงนั้นเป็นที่ราบ แต่ไม่ต้องสงสัย คงเป็นที่ราบที่สูงพ้นระดับทะเลหลายร้อยเมตร อากาศเย็นมาก

คนในหมู่บ้านนั้นเชื่อได้ว่าไทยแท้ ทุกคนผิวขาวสะอาด ไม่มีคล้ำ เพราะเป็นเลือดไทยบริสุทธิ์ ไม่เจือปนกับแขกหรือมอญเขมร และอยู่ในที่ที่อากาศดีด้วย ผู้หญิงแก้มแดงเหมือนมะปรางสุก ไม่ใช่แดงด้วยทาชาดเช่นหญิงจีน แต่แดงด้วยอากาศและความสมบูรณ์ทางอนามัย ผู้ชายร่างใหญ่ผึ่งผาย ใหญ่กว่าจีนและญวน แน่นอน พันธุ์ไทยแท้ของเราเป็นพันธุ์ที่ดีมาก”

ที่ผมยกมาข้างต้นคือข้อความส่วนหนึ่งจากนิยายเรื่อง “บัลลังก์เชียงรุ้ง” ของพลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ที่แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2492

ข้อความนี้เป็นการบรรยายของตัวละครเอก ที่พูดถึงประชาชนชาวลังสัน ในเขตเวียตนามตอนบนติดกับมณฑลกวางสีของจีน ว่าเป็นชาวไทยแท้ดั้งเดิม แล้วยังอธิบายว่าชาวไทกลุ่มนี้ใช้ภาษาไทยแท้ๆ โดยไม่มีคำบาลีสันสกฤตปน นับว่าเป็นต้นเค้าบรรพชนคนไทยที่แท้จริง

ตัวละครเอกในนิยายเรื่องดังกล่าว (ตัวละครเอกเล่าเรื่องในฐานะบุรุษที่หนึ่ง – ข้าพเจ้า – และไม่เคยเอ่ยถึงชื่อตนเอง) มีตำแหน่งเป็นเลขานุการของอธิบดีคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้บอกว่าสังกัดหน่วยงานใด แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นอธิบดีกรมศิลปากร เพราะนิยายเริ่มเรื่องด้วยการเดินทางไปประชุมเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์-โบราณคดีที่เวียดนาม ซึ่งตัวละครเอกได้มีโอกาสเดินทางไปด้วย

ตัวละครเอกนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปยังดินแดนของชาวไทลื้อกับอธิบดี และเกิดความประทับใจในวิถีชีวิตของเผ่าพันธุ์ไทยดั้งเดิมมาก และยังได้มาพบกับสาวชาวไทย (ลื้อ) โดยบังเอิญที่ฮานอย จึงเกิดความคิดที่จะท่องเที่ยวไปกับเธอยังดินแดนเชียงรุ้ง

จึงหนีออกจากโรงแรมโดยทิ้งจดหมายบอกอธิบดีไว้ว่าขอลางานชั่วคราวเพื่อออกเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชนชาติไทยแต่เพียงลำพัง

ปรากฏว่าหญิงสาวเป็นถึงเจ้าหญิงชาวเชียงรุ้ง มีนามว่า “เฟื่องฟ้า” (ซึ่งทำให้ตัวเอกปลาบปลื้มมากกับนามที่ไพเราะอันเป็นภาษาไทยแท้)

แต่สถานการณ์ของเจ้าหญิงไม่สู้ดีนัก เพราะถึงจะเป็นบุตรสาวคนโตที่เกิดจากพระราชินีองค์แรกก็จริง แต่ดูเหมือนการสืบราชสมบัติมีแนวโน้มจะตกเป็นของ “บุตรชาย” ของราชินีองค์รองมากกว่า

ตัวเอกตกลงใจจะช่วยให้เจ้าหญิงเฟื่องฟ้าขึ้นครองบัลลังก์ และเดินทางไปยังเชียงรุ้งด้วยกัน ได้พบกับเจ้าฟ้าแห่งเชียงรุ้งซึ่งชราภาพมากแล้วและป่วยกระเสาะกระแสะ ได้รู้จักกับเจ้าชายรุ่งฟ้า บุตรชายของราชินีองค์รอง

ถึงตอนนี้ตัวละครเอกได้มีสัมพันธ์สวาทกับเจ้าหญิง และได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการส่วนพระองค์ และยังเปิดเผยอีกด้วย ว่าตนเองมีเลือดของการชิงบัลลังก์มาตั้งแต่บรรพบุรุษ คือนายจบคชประสิทธิศิลป์ ซึ่งเป็นคู่คิดชิงราชสมบัติร่วมกับพระเพทราชา และเคยได้สถาปนาเป็นกรมพระราชวังหลังในสมัยนั้น ก่อนที่จะถูกหาว่าเป็นกบฎและกำจัดทิ้งโดยพระเพทราชาในเวลาต่อมา

จากนั้นตัวละครเอกดำเนินอุบายให้เจ้าหญิงเฟื่องฟ้า ด้วยการเข้าประจบผู้สำเร็จราชการชาวจีน ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในดินแดนเชียงรุ้ง (เพราะเชียงรุ้งอยู่ในเขตแดนจีน) จัดของขวัญวันเกิดและบรรณาการต่างๆ ให้อย่างมากมาย จนผู้สำเร็จราชการรู้สึกพอใจมาก และเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายเจ้าหญิงเฟื่องฟ้า (จากที่ตอนแรกอยู่ฝ่ายเจ้าชาย)

แต่เรื่องไม่จบลงง่ายๆ เพราะแม้เจ้าหญิงจะขึ้นเป็นรัชทายาทได้แล้วก็ตาม ยังมีการตามราวีจากคนรักเก่า คือเจ้าชายเรืองรอง โดยปล่อยข่าวว่าตนได้เสียกับเจ้าหญิงแล้ว แต่เจ้าหญิงกลับหลงรักเลขานุการส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นคนต่างแดน และวางแผนจะปลิดชีวิตตน

จากนั้นมีการใส่ร้ายเจ้าหญิงเฟื่องฟ้าต่างๆ นานา ซึ่งตัวละครเอกก็จะหาทางแก้ไข ฟื้นฟูความนิยมของเจ้าหญิงด้วยหนทางหลากหลาย ทั้งการหลอกถามล้วงความลับศัตรู การส่งสายลับเข้าไปในจุดสำคัญต่างๆ ทั้งนอกเมืองในเมือง

ตอนจบ หลังจากที่ขจัดเภทภัยต่างๆ ได้หมดสิ้นแล้ว เจ้าหญิงเฟื่องฟ้าลาออกจากราชสมบัติ และยกให้น้องสาวของตนปกครองแทน โดยตั้งใจว่าจะเดินทางท่องเที่ยวกับตัวเอกไปเรื่อยๆ โดยสุดท้าย ทั้งสองคนก็กลับมาครองรักกันที่เมืองไทย

ช่วงเวลาที่หลวงวิจิตรวาทการแต่งนิยายเรื่องนี้ เป็นช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามขึ้นครองอำนาจเป็นรอบที่สอง โดยฝ่ายคณะปฏิวัติ หลังจากที่ตั้งนายควง อภัยวงศ์ขึ้นเป็นนายกฯ ในปี 2490 ก็ออกคำสั่งให้นายควงลาออก เพื่อเปิดทางให้จอมพล ป. ขึ้นมาเป็นนายกฯ แทน

กล่าวกันว่า ปฏิบัติการครั้งนั้นคือการ “จี้” ให้นายควงลาออกอย่างละมุนละม่อม ซึ่งเกิดจากการรอมชอมกับระหว่างชนชั้นนำชุดเก่ากับคณะทหาร ทำให้การเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นไปอย่างราบรื่น ผ่านกลอุบายที่แยบยล

นี่เป็นเช่นเดียวกับที่ตัวละครเอกในนิยายช่วยเหลือเจ้าหญิงเฟื่องฟ้า อย่างชนิดที่ไม่ต้องอาศัยกำลังทหารเลยก็ว่าได้ แต่พึ่งพาการเจรจา การหลอกลวงฝ่ายตรงข้ามอย่างเหนือชั้นกว่าเท่านั้น

น่าสนใจที่ตอนหนึ่งของนิยาย เจ้าหญิงถามตัวเอกว่าการหลอกลวงผู้อื่นนี้เป็น “บาป” หรือไม่ ตัวละครเอกตอบคำถามนี้ว่า

“นี่เป็นเรื่องชิงอำนาจ เรื่องชิงอำนาจนั้น ทำอะไรก็ได้ ไม่มีบาป แล้วอำนาจนั้นก็เป็นของที่ต้องแย่งเอามา ชิงเอา เรื่องที่อยู่เฉยๆ แล้วจะมายกย่องขึ้นสู่อำนาจนั้น มีแต่เรื่องนิยาย เรื่องจริงไม่เคยมี

ใครต้องการอำนาจก็ต้องทำปฏิวัติ รัฐประหาร หรือใช้เล่ห์เหลี่ยมกโลบาย ทำอะไรก็ได้ไม่เป็นบาป…

เรื่องอำนาจเป็นเรื่องที่ต้องสู้กัน ถ้าแพ้นั่นแหละจึงจะเป็นบาป ถ้าชนะก็เป็นผู้มีบุญ และกลายเป็นคนดีวิเศษไป”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s