ศิลปวรรณคดีรัสเซียกับนิยามว่าด้วยความเป็น “ชาติ”

ก่อนหน้าปี ค.ศ. 1800 ชาวรัสเซียที่เป็นชนชั้นสูงและมีการศึกษาจะใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสารกัน ซึ่งในขณะนั้นวัฒนธรรมแบบฝรั่งเศสจัดเป็นวัฒนธรรมแบบผู้ดี

กล่าวกันว่าสงครามในปี 1812 ที่นโปเลียนบุกเข้ามานั้นเป็นจุดเริ่มต้นของสำนึกชาตินิยมรัสเซียอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ก็ในเมื่อเห็นอยู่ว่าศัตรูคือชาวฝรั่งเศส แล้วจะให้ชาวรัสเซียมาคลั่งไคล้ใหลหลงวัฒนธรรมของศัตรูอยู่ได้อย่างไร?

เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ พุชกิน (Alaxandr Pushkin กวีชาวรัสเซีย ค.ศ. 1799-1837) บันทึกไว้ว่า

บางคนเทยานัตถุ์ฝรั่งเศสทิ้งไปแล้วก็เอายารัสเซียมาใช้แทน บางคนก็โยนสิ่งพิมพ์ฝรั่งเศสเข้ากองไฟจนหมด ส่วนบางคนนั้นเลิกดื่มไวน์ Château Lafite แล้วหันไปดื่มซุปผักกาดดองแทน ทุกๆ คนเลิกใช้ภาษาฝรั่งเศส ตะโกนกู่ถึงโปชาร์สกีกับมินิน (เจ้าชายโปชาร์สกี กับมินิน เป็นผู้รวบรวมกำลังพลชาวนาจำนวนมากขึ้นต่อสู้กับฝรั่งเศสในขณะนั้น) และให้สนับสนุนสงครามของประชาชนครั้งนี้อย่างเต็มที่

และการละทิ้งวัฒนธรรมฝรั่งเศสก็หมายถึงความจำเป็นที่จะต้องหาอัตลักษณ์ใหม่ และสิ่งที่ผู้มีการศึกษา (Intelligentsya) ทั้งหลายทำในขณะนั้นก็คือการกลับไปหาวัฒนธรรมแบบชาวนารัสเซีย

และแน่นอนว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะภาพลักษณ์ของชาวนาจะมีอะไรนอกไปจากความป่าเถื่อน หยาบคาย ที่จริงชนชั้นชาวนาและชนชั้นสูงนั้นเป็นบุคคลสองชนิดที่ไม่เคยมีอะไรคล้ายกันมาก่อนเลย และในความพยายามของชนชั้นสูงที่จะทำตัวเป็นชาวนา ที่แท้แล้วก็คือการดัดจริตทำตัวให้เป็นคนสามัญเท่านั้นเอง การกระทำเช่นนั้นจึงเป็นเรื่องน่าหัวเราะในสายตาของดอสโตเยฟสกี (Feodr Dostoyevsky นักเขียนชาวรัสเซีย ค.ศ. 1821-1881) ที่คยบันทึกถึงกรณีนี้ไว้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง

เราพบร่องรอยการนิยามความเป็น “รัสเซีย” ของชาวรัสเซียส่วนใหญ่จากบทความในวารสารต่างๆ ช่วงนั้น เช่นในกรณีงานเขียนของ Ivan Kireyevsky (ค.ศ. 1806-1856) ที่พยายามวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างชาวยุโรปกับรัสเซียว่าเกิดจากศาสนา

กล่าวคือศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิคและโปรเตสแตนท์ของทางฝั่งยุโรปนั้นมักให้ความสำคัญกับเรื่องของเหตุผล (rational) มาก และมีความพยายามที่จะอธิบายความคิดในศาสนาคริสต์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรืออาศัยตรรกะบางประการ ซึ่งนำสังคมยุโรปเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรม มีการศึกษาชนิดที่ก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัว และกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยการบริโภค

ขณะที่ศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์แบบชาวรัสเซียนั้นไม่เน้นการคิดใช้ปัญญาและเหตุผลแบบชาวยุโรป ซึ่งสิ่งนี้แม้จะทำให้รัสเซียล้าหลังกว่ายุโรปในหลายๆ ด้านก็ตาม แต่ภูมิปัญญารัสเซียนั้นก็จัดเป็นภูมิปัญญาที่ลุ่มลึกกว่า เน้นที่จิตวิญญาณมากกว่า

นอกจากนั้นลักษณะสังคมรัสเซีย (ในจินตนาการของ Kireyevsky) ยังเป็นสังคมที่กลมกลืนและแนบแน่น ต่างจากสังคมยุโรปที่ให้ความสำคัญกับกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลมากไป จนทำให้เกิดลักษณะปัจเจกนิยมและผู้คนขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ภาพลักษณ์ของชาวรัสเซียในสายตานักเขียนจำนวนหนึ่งแม้จะล้าหลังในเชิงวิทยาการ แต่ในแง่หนึ่งมันก็ทรงไว้ด้วยภูมิปัญญาอันเก่าแก่ลึกล้ำ นักเขียนพวกนี้เปรียบยุโรปเป็นสิ่งที่ชราภาพ ทรุดโทรมด้วยความคิดที่ผิดทาง ขณะที่รัสเซียนั้นกลับสดใหม่ และมีอนาคตที่แจ่มใสกว่า

และความทรงภูมิปัญญาของรัสเซียนั้นก็นำมาซึ่งบุคลิกที่เงียบขรึมและเก็บตัว ดอสโตเยฟสกีถึงกับเคยเปรียบเปรยขี้เมาชาวเยอรมันกับรัสเซียไว้ว่า

ขี้เมาเยอรมันมีความสุข ถึงจะร้องไห้แต่ก็ยังร้องเพลงเอะอะเฮฮา เชื่อมั่นในตัวเอง ผิดกับขี้เมารัสเซียที่มักจะดื่มด้วยความทุกข์ใจและร้องไห้ ถ้าเขาจะก้าวร้าว มันก็เป็นไปด้วยความสับสนในตัวเองมากกว่าที่จะเป็นเพราะความอวดดี

ที่จริงทั้งดอสโตเยฟสกีและโกกอล (Nikolai Gogol นักเขียนรัสเซีย ค.ศ. 1809-1852) ก็มีส่วนอย่างมากในการสร้างภาพลักษณ์ที่เศร้าหมองของชาวรัสเซียนี้

นิยายเรื่อง Oblomov ของ Alexandr Goncharov ในปี ค.ศ. 1859 นั้นน่าจะเป็นนิยายที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของชาวรัสเซียกับเยอรมันได้ชัดเจนที่สุด เนื้อหาเป็นเรื่องของเพื่อนสองคนที่ชื่อว่า Stolz ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน กับ Oblomov ซึ่งเป็นชาวรัสเซีย หนังสืออธิบายบุคลิกของบุคคลทั้งสองนี้อย่างตรงกันข้าม โดย Stolz ซึ่งเป็นคนเยอรมันจะกระฉับกระเฉง ทำโน่นทำนี่ไม่หยุดหย่อน ขณะที่ Oblomov นั้นกลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหมกมุ่นครุ่นคิด

Oblomov หลงรักหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอเธอแต่งงาน จนสุดท้ายต้องเสียผู้หญิงคนนี้ไปให้แก่ Stolz นักเขียนบรรยายเรื่องราวจนผู้อ่านต้องเห็นใจ Oblomov และนับถือในความเป็นสุภาพบุรุษของเขา

ภาพลักษณ์ของชาวรัสเซียคงลักษณะนี้ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 ดังจะเห็นได้จากในงานเขียนของตอลสตอย (Lev Tolstoi ค.ศ. 1828-1910) และเชฮอฟ (Anton Chekhov ค.ศ. 1860-1904) ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่หม่นหมอง

ขณะที่ดนตรีรัสเซียที่ได้เริ่มได้รับความนิยมในยุโรป ในราวครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เช่นงานของ Rimsky-Korsakov หรือ Musorgsky กลับประกอบไปด้วยท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านที่ร่าเริงสนุกสนาน และสร้างบรรยากาศอันสดใส ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็น “รัสเซีย” ในงานวรรณกรรมอย่างสิ้นเชิง

ความเป็น “ชาติ” ความเป็น “รัสเซีย” จึงเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และยังถูกสร้างขึ้นมาอย่างสับสนและยอกย้อน เรื่องของอัตลักษณ์ของความเป็นรัสเซียยังเป็นปัญหาใหญ่ในสมัยที่กลายมาเป็นสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1922 เพราะการเป็นประเทศใหญ่ที่ประกอบไปด้วยประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ย่อมนำไปสู่ปัญหาการสร้างอัตลักษณ์ร่วมที่ยากจะกระทำได้

การโฆษณาชวนเชื่อทางวัฒนธรรม การควบคุมบังคับ รวมไปจนถึงการประหารชีวิต จึงเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างอัตลักษณ์ความเป็น “โซเวียต” ในสมัยสตาลิน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s