เริงลีลาศ : มาอย่างไรไปอย่างไร?

ในสมัยบรรพกาล ดนตรีไม่เคยดำรงอยู่อย่างโดดๆ และต้องเชื่อมโยงอยู่กับกิจกรรมอื่นๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมของชาวบ้านทั่วไป

การฟ้อนรำแยกไม่ออกจากเรื่องของดนตรีในอุษาคเนย์ ไม่ผิดไปจากที่ในยุโรปที่การเต้นรำก็ย่อมต้องพึ่งพิงดนตรี ที่จริงการแสดงท่าทางเต้นรำ-ฟ้อนรำนั้นเป็นเรื่องเดียวกันกับเสียงดนตรีก็ว่าได้

ดังปรากฏหลักฐานเป็นเพลงตั้งแต่ในยุค Renaissance ของทางยุโรป (ราวปี ค.ศ. 1550) การเต้นรำที่ได้รับการบันทึกไว้ในรูปของเพลงเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง ซึ่งมีรูปแบบพื้นฐานอยู่ไม่กี่อย่างเช่น

1) เต้นในท่าเดินคู่กันไป (หญิงชายจับมือแล้วหันหน้าไปทางเดียวกัน) เพลงที่ใช้ประกอบการเต้นแบบนี้เรียกว่า pavane

2) เต้นจับมือกันเป็นวงกลม ใช้เพลง branle และ

3) เต้นเป็นแถวแบบงูกินหาง ใช้เพลง allemande เป็นต้น

แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่ชาวบ้านชนชั้นล่างทั่วๆ ไปในยุโรปก็อาจจะมีวิธีการเต้นรำของตนเองในงานรื่นเริงต่างๆ ด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้มีการบันทึกไว้เช่นเดียวกับกรณีของชนชั้นกลางและสูงเหล่านี้

เพลงสำหรับเต้นรำส่วนใหญ่ในยุคนี้มักนิยมบรรเลงเป็นคู่ๆ คือเริ่มด้วยเพลงช้าแล้วจบด้วยเพลงเร็ว การสลับบุคลิกของเพลงแบบนี้ ในเวลาต่อมาจะส่งผลให้เกิดเพลงบรรเลงประเภทที่หนึ่งชุดแบ่งออกเป็นหลายๆ ท่อนที่ประกอบไปด้วยเพลงหลายบุคลิก

มีตำราสอนเต้นรำที่สามารถซื้อหามาหัดเต้นรำได้ตั้งแต่ในสมัยนั้น ที่จริงการเต้นรำได้นั้นก็เป็นเครื่องหมายที่แสดงออกซึ่งชนชั้นนั่นเอง (เหมือนกับการรู้หนังสือ) ในกรณีนี้การเต้นรำก็เป็นวัฒนธรรมแบบหนึ่งที่ใช้จำแนกผู้มีการศึกษาออกจากผู้ไม่มีการศึกษาตั้งแต่ต้น

เพลงและรูปแบบการเต้นรำก็เหมือนกับศิลปะชนิดอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมและเสื่อมความนิยมไปตามห้วงเวลาที่เคลื่อนผ่าน เพลงเต้นรำในยุโรปมีที่มาที่หลากหลาย เช่นเพลงอย่าง sarabande นั้นว่ากันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ที่สเปน ขณะที่เพลงอย่าง chacona มีที่มาจากเม็กซิโก เป็นต้น โดยรูปแบบการเต้นรำเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามสมัยนิยม

และการเต้นรำบางอย่างก็ยังเป็นการนำเพลงเต้นรำของชาวบ้านมาดัดแปลงให้เป็นของราชสำนักอีกด้วย เช่นกรณีของ minuet ที่แต่เดิมถือเป็นการละเล่นของชาวนาแถบฝรั่งเศสตอนใต้นั้นถูกดัดแปลงมาใช้เป็นการเต้นรำในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงเป็นอย่างมาก

การเต้นรำที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ถือเป็นต้นกำเนิดของ Ballroom Dancing ซึ่งหมายถึงการเต้นรำเป็นคู่ๆ หรือลีลาศนั่นเอง รากฐานของลีลาศจึงเป็นของๆ ชนชั้นสูงในราชสำนัก ดังที่ตำราการเต้นลีลาศบางเล่มยังคงอ้างไว้ว่าเหตุที่ผู้หญิงต้องยืนอยู่ในตำแหน่งที่เยื้องไปด้านขวาของร่างกายฝ่ายชายนั้น เป็นเพราะว่าต้องการเลี่ยงดาบของฝ่ายชายที่เหน็บไว้ที่เอวข้างซ้ายนั่นเอง (ซึ่งฝ่ายชายย่อมต้องเป็นถึงอัศวิน จึงเหน็บดาบไว้ที่เอวได้)

แต่การลีลาศแบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั้น คือการเต้นรำเป็นคู่ๆ นั้น ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้วลักษณะการเต้นรำแบบนี้เริ่มต้นจากการเต้นรำในจังหวะวอลทซ์ (waltz) ซึ่งมีบันทึกไว้ว่าเป็นการเต้นรำชนิดที่เสื่อมเสียศีลธรรมของพวก “ชาวนา”

โดยในนิยายเยอรมันเรื่องหนึ่งในปี ค.ศ. 1771 กล่าวถึงการเต้นรำชนิดนี้ว่ามีท่วงท่าที่หยาบคายเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยคู่หญิงชายจะหันเข้าหากันและสัมผัสกายกันอย่างใกล้ชิดจนใบหน้าแทบจะติดกัน โดยอกฝ่ายหญิงจะถูกดึงมาแนบกับอกของฝ่ายชายในบางครั้ง

ท่าทางเหล่านั้นจึงถูกปรับให้สุภาพมากขึ้นเมื่อมาปรากฏอยู่ใน Ballroom Dancing ของชนชั้นกลาง-สูงอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

ท่าเต้นรำลีลาศในปัจจุบันมี “มาตรฐาน” ที่คิดค้นขึ้นโดยบุคคลสำคัญอย่าง Vernon Castle และ Irene Castle คู่สามีภรรยาที่เป็นนักแสดงชาวอังกฤษและโด่งดังอย่างมากเรื่องการเต้นรำและการสอนเต้นรำ กระแสความนิยมในเพลงแจ๊ซ บวกกับสภาพเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและวัฒนธรรมป๊อป ทำให้รูปแบบการลีลาศที่นำโดยบุคคลทั้งสองได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในอังกฤษและอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 1910-1930 (ราว พ.ศ. 2453-2463) และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา เกิดจังหวะในรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นอย่างมากมาย

มาตรฐานท่าการเต้นลีลาศอย่างที่รับรู้กันในปัจจุบัน จึงถูก “สร้าง” ขึ้นมา ด้วยคนไม่กี่คน แต่กลับส่งผลสะเทือนและครอบคลุมถึงความเข้าใจร่วมกันทั่วโลกด้วยสื่อต่างๆ ในสมัยใหม่อย่างกว้างขวาง

ความใหม่ของการลีลาศ ย่อมสอดคล้องกับสังคมไทยในเวลาใกล้ๆ กันนั้น (ราว พ.ศ. 2480-2490) ที่ปรากฏว่าการลีลาศได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนมาก ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะเกิดจากการที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเต็มตัว

ส่งผลให้เกิดชนชั้นใหม่ ที่ส่วนใหญ่เติบโตมาจากชนชั้นล่าง กลายมาเป็นชนชั้นกลางผู้เริ่มมีฐานะทางเศรษฐกิจ แต่ไม่มี “วัฒนธรรม” เป็นของตัวเอง การแสวงหาอัตลักษณ์ใหม่นี้จึงไปได้ด้วยดีกับการลีลาศที่เป็นของ “ใหม่” โดยเฉพาะเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับเพลงแจ๊ซ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมและความใหม่อยู่ในตัวเองเลยทีเดียว

นอกจากนั้นบรรยากาศในสังคมใหม่ ยังถึงขนาดเอื้อให้ฝ่ายชายจับมือถือแขนฝ่ายหญิงได้ในการลีลาศ (ซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยในสังคมชั้นสูงก่อนหน้านั้น) สิ่งนี้สะท้อนถึงแนวคิดเกี่ยวกับการแต่งงานที่เปลี่ยนไปด้วย คือการปฏิเสธการคลุมถุงชน และหันมาให้ความสนใจกับ “ความรัก” ระหว่างหนุ่มสาวมากขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในนิยายหรือเรื่องสั้นจำนวนมากเช่นกันในขณะนั้น

การลีลาศจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งของหนุ่มสาว “ในชนชั้นเดียวกัน” ที่จะทำความรู้จักกันและกันอย่างค่อนข้างเป็นอิสระจากคำบงการของผู้ใหญ่

การลีลาศจึงไม่ได้ลอยลงมาตกในเมืองไทยเฉยๆ อย่างไร้เหตุผล แต่มีสถานการณ์เฉพาะทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมต่างๆ ในสังคมไทยคอยรองรับและหล่อเลี้ยงไว้อย่างเหมาะเจาะและถูกที่ถูกเวลาเป็นอย่างยิ่ง

(ภาพ Tanz in Bougival ของ Pierre-Auguste Renoir ค.ศ. 1883)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s