แผ่นเสียง โน้ตเพลง และดนตรีคลาสสิค

ผู้ที่ชื่นชอบการฟังดนตรีคลาสสิค หรือผู้ที่เล่นดนตรีเป็น คงทราบดีว่าในวงการดนตรีคลาสสิค การบรรเลงให้ถูกต้องตรงตามต้นฉบับนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก

เช่น การบรรเลงผลงานที่บาคหรือโมซาร์ตแต่ง จะต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด ถูกต้องตามโน้ตที่บันทึกไว้ แม้ว่าอาจมี “การตีความ” ที่แตกต่างกันออกไปบ้างตามไสตล์ของนักดนตรีแต่ละคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวโน้ตจะต้องไม่ผิดออกไปจากของเดิมเป็นอันขาด

และการที่นักดนตรีเล่นโน้ตผิดพลาด ก็ถือเป็นความอ่อนด้อยของฝีมือที่ไม่ควรอภัย

ทั้งที่ในอดีต การเล่นโน้ตผิดพลาดดูจะไม่ใช่ความผิดร้ายแรงขนาดนั้น

กล่าวกันว่าประเด็นเรื่องการเล่นเพลงให้ถูกต้องตามโน้ตอย่างเคร่งครัดขนาดนี้ มีที่มาส่วนหนึ่งจาก “อุตสาหกรรมแผ่นเสียง

เพราะแผ่นเสียงและการบันทึกเสียง ย่อมต้องเกิดจากการบันทึกผลงานการบรรเลงที่ดี หรือกระทั่งเชื่อว่าเป็นการบรรเลงที่ “สมบูรณ์แบบ

ดังนั้น แผ่นเสียงเพลงคลาสสิคโดยวาทยกรหรือนักเปียโนที่ดังมากๆ อย่างเช่นรูบินสไตน์ หรือคารายาน จึงกลายเป็น “ต้นแบบ” ในอุดมคติของผู้ฟังจำนวนมากไปโดยปริยาย

และทำให้ผู้ชมคอนเสิร์ตคาดหวังว่าจะได้ยินเสียงดนตรีที่ดีเทียบเท่า หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่เคยได้ยินมาในแผ่นเสียง

นั่นคือ เสียงดนตรีในแผ่นเสียง ได้กลายเป็น “มาตรฐาน” การบรรเลงให้แก่ผู้ฟังนั่นเอง

แต่ในความเป็นจริงนักดนตรีเป็นบุคคลผู้มีชีวิต ย่อมสามารถผิดพลาด ดังนั้น การบรรเลงสดจริงในคอนเสิร์ตจึงมักมีข้อผิดพลาด มีความไม่สมบูรณ์แบบ เป็นเรื่องปกติ

(นี่ยังไม่ต้องพูดถึง “ความไม่ปกติ” ของการบันทึกแผ่น ที่ต้องมีการปรับแก้ ซ่อมแซม หรือแต่งเสียงอย่างดีก่อนจะออกวางจำหน่ายด้วยซ้ำ)

ดังนั้น ครูอาจารย์หรือนักดนตรีที่มีฝีมืออยู่ในระดับสูงอย่างแท้จริง จึงมักไม่ใส่ใจกับการบรรเลงผิดพลาดมากนัก และหันไปให้ความสนใจกับตัวเพลง อารมณ์เพลง และสาระสำคัญที่ดนตรีต้องการสื่อออกมามากกว่า

ตัวอย่างเช่น นักเปียโนชื่อดังในอดีตอย่าง วลาดิมีร์ โกโรวิทซ์ (Vladimir Horowitz) ก็ไม่ใส่ใจเคร่งครัดกับโน้ตเพลงมากนัก และอาจบรรเลงโดยละโน้ตบางโน้ตทิ้งไป โดยเลือกเน้นไปที่ใจความสำคัญของเพลงมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม การเคร่งครัดกับโน้ตเพลงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังแผ่นเสียงเท่านั้น แต่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นักประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกอธิบายว่า เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนฐานผู้ฟังดนตรีคลาสสิค

จากที่เดิม ก่อนหน้านั้นดนตรีคลาสสิคเคยเป็นสมบัติของชนชั้นสูงในราชสำนัก เริ่มกลายมาเป็นดนตรีที่ชนชั้นกลาง (ที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงนั้น) ให้ความสนใจรับฟัง

มีการจ้างนักดนตรีดังๆ ไปสอนที่บ้าน และทำให้ดนตรีกลายเป็นการศึกษาสำหรับบุตรหลานชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว

โดยพร้อมๆ กันนั้น การตีพิมพ์โน้ตเพลงก็เริ่มแพร่หลายเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ดนตรีคลาสสิคที่แต่เดิมเป็นของสงวนสำหรับชนชั้นสูง สามารถแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง

แต่ในขณะเดียวกัน “โน้ตเพลง” ก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกยึดมั่นถือมั่น กลายเป็น “ความถูกต้อง” เพียงหนึ่งเดียว

ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า นักดนตรีเก่งๆ อย่างเช่นโมซาร์ตหรือเบโธเฟนมักบรรเลงออกนอกทางที่เขียนไว้ในโน้ต คือมีการ “ด้น” หรือ improvisation โดยไม่ได้ตระเตรียมมาก่อนเป็นเรื่องปกติ

และถือเป็นการแสดงฝีมือว่าเชี่ยวชาญในดนตรีอย่างถึงขนาดอีกด้วย

แต่ “โน้ตเพลง” ที่ถูกตีพิมพ์และถูกยึดเป็น “มาตรฐาน” นี้เอง กลับเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ขนบการบรรเลง “ด้น” แบบนี้หายไปจากสังคมตะวันตก

และหลังจากราวปี ค.ศ. 1850 (พ.ศ. 2393) เป็นต้นมา การบรรเลงดนตรีคลาสสิคก็เปลี่ยนโฉมหน้ามาเป็นสิ่งที่เคร่งครัด ยึดติดอยู่กับระเบียบ กับตัวโน้ตต้นฉบับอย่างขาดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

อย่างที่เราเห็นๆ กันในทุกวันนี้นั่นเอง

อธิบายภาพ : หลักฐานหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าดนตรีสมัยก่อนมีการด้นหรือ improvisation คือหนังสือสอนวิธีการบรรเลงด้นของ Czerny คือ A Systematic Introduction to Improvisation on the Pianoforte (พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1829)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s